จากตำนาน Camel Trophy สู่ความล้ำสมัยในร่าง Defender 110 Trophy Edition

หาคุณเป็นแฟนออฟโรดพันธุ์แท้ คงจะนึกภาพของรถ SUV สีเหลืองมัสตาร์ดที่รอบคันติดเอาไว้ด้วยอุปกรณ์ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นแร็คหลังคาที่บรรทุกสัมภาระเต็ม หรือสนอร์เกิ้ลที่ช่วยในการลุยน้ำลึก ขณะ.ที่บุกป่า ลุยโคลนอยู่อย่างสมบุกสมบัน และนั่นคือภาพจำของรถ Land Rover ในการแข่งขันแรลลี่สุดโหดที่เน้นการ “ลุย” มากกว่าความเร็ว อย่าง “Camel Trophy”

 

ปัจจุบันในปี 2026 จิตวิญญาณแห่งการผจญภัยครั้งนั้นได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง แต่กลับมาในร่างที่สุขุม ล้ำสมัย และทรงพลังยิ่งกว่าเดิมภายใต้ชื่อ Land Rover Defender 110 Trophy Edition โดยล่าสุด Autoindy ได้มีโอกาส “สัมผัส” รถคันนี้ช่วงสั้น ๆ

 

ปฐมบท: เมื่อเฉดสีบอกเล่าเรื่องราว

หลังจากเปิดตัวไม่นานเจ้า Defender 110 Trophy Edition สี Deep Sandglow Yellow และสีเขียวKeswick Green สุดคลาสสิก ก็ครองใจสาวกตัวลุยสัญชาติอังกฤษไปอย่างเต็ม ๆ เพราะรถรุ่นนี้ ทั้ง 2 สี  จะพาคุณย้อนเวลากลับไปสู่ยุค 80s พร้อมการขัดเกลา และเสริมแต่งเข้าไปด้วยความพรีเมียมสมัยใหม่ ภายนอกนั้น นอกเหนือจากสีสันที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้ว ก็ยังเพิ่มความดุดันด้วยแร็คหลังคา Expedition และท่อดักอากาศ Snorkel ที่ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน รวมทั้งยังมีกล่องเก็บของและบรรไดที่ติดตั้งเอาไว้ด้านข้างรถ ตามมุมต่าง ๆ ติดโลโก้ “Trophy” เพิ่มความโดดเด่น ปิดท้ายด้วยล้ออัลลอยสี Gloss Black ขนาด 20 นิ้ว ถูกออกแบบมาให้ดูบึกบึนราวกับล้อเหล็กของรถทหารในอดีต แต่แฝงไว้ด้วยความเบาและแข็งแกร่ง

 

ห้องโดยสาร: จุดตัดระหว่าง "ความดิบ" และ "ความคราฟต์"

เมื่อก้าวเข้าสู่ภายใน ตกแต่งในสไตล์พรีเมียมหรูหรา แต่ยังคงความดิบของโครงสร้างรถยังอยู่ผ่านคานขวางตัวรถ (Cross Car Beam) ที่โชว์งานวิศวกรรมให้เห็นชัดเจน โดยในรุ่นพิเศษนี้มีการสลักเลเซอร์โลโก้ Trophy ไว้ตามตำแหน่งต่าง ๆ ด้วย

เมื่อเข้าไปนั่งอยู่บนเบาะหนังตัวใหญ่ที่โอบกระชับร่างกายเป็นอย่างดี และสามารถปรับไฟฟ้าได้อย่างละเอียด แต่รู้สึกว่า Legroom จะค่อนข้างแคบไปสักนิด ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะดีไซน์ที่ต้องการให้สามารถใช้ด้านข้างเท้ายึดกับผนังห้องโดยสารเพื่อคอนโทรลคันเร่งได้นิ่งกว่าปกติ ซึ่งเป็นเทคนิคการขับรถออฟโรดที่ใช้กันมานาน

ด้านหน้าบนคอนโซลเป็นหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 13.1 นิ้ว ที่รวบรวมการสั่งการต่าง ๆ เอาไว้อย่างครบครัน รวมทั้งยังเป็นหน้าจอสำหรับกล้อง 360 องศา และมุมมอง “ใต้ท้องรถ” ผ่านระบบ ClearSight Ground View ที่ช่วยการให้วางตำแหน่งล้อบนเส้นทางออฟโรด “แม่น” และ “ง่าย” ขึ้นในพริบตา

 

พลังที่ซ่อนอยู่: หัวใจไฮบริดที่เงียบเชียบแต่ทรงพลัง

เมื่อกดปุ่ม Start... สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เสียงคำรามของเครื่องยนต์ดีเซลแบบเก่า แต่เป็นความเงียบสงบของระบบ Plug-in Hybrid รถคันนี้เริ่มออกตัวด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียวๆ ได้ไกลกว่า 40 กิโลเมตร ให้คุณขับผ่านย่านสุขุมวิทได้อย่างเป็นมิตรต่อโลก

แต่เมื่อไหร่ที่คุณกดคันเร่งจมมิด เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบจะตื่นขึ้นมาผสานงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า มอบพละกำลัง 404 แรงม้า พาตัวถังขนาดมหึมาทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.6 วินาที แรงดึงที่เกิดขึ้นจะทำให้คุณลืมไปเลยว่ากำลังขับรถออฟโรดที่สูงเกือบ 2 เมตร

 

บททดสอบบนเส้นทางจริง 

การทดสอบของเรา เริ่มต้นด้วยการขับ Defender 110 Trophy Edition ฝ่าเข้าเมืองบนเส้นสุขุมวิท เพราะไปยังห้างดังแห่งหนึ่ง ซึ่งก็พบว่าแม้ขนาดตัวถังที่กว้างรวมกระจกข้างถึง 2.1 เมตร สามารถขับได้อย่างคล่องตัวพอสมควร แม้จะใหญ่เกือบเต็มเลนขนาดไม่กว้างนักของถนนกลางเมือง แต่ก็แอบเสียวกับบรรดารถจักรยานยนต์ที่มุดไป มุดมาอยู่ด้านข้าง

ในช่วงแรกรถถูกเซ็ตระบบเซ็ตเซอร์รอบคันให้ทำงานแบบเต็มอัตราศึก ตรวจจับวัตถุรอบคัน รวมทั้งรถด้านหน้าไว้อย่างไวสุดขีด ทำให้หลายครั้งที่ระบบเบรกอัตโนมัติทำงานเมื่อเข้าไปใกล้รถคันหน้า หรือมีรถแทรกเข้ามาตามสไตล์คนขับรถในเมือง จนต้องปรับความไวของระบบ ADAS ให้ลดลงจึงขับได้ง่ายขึ้น

ที่พูดถึงไม่ได้ว่าระบบดังกล่าวไม่ดีนะครับ แค่อาจจะไวไปนิดกับการขับในเมืองช่วงเวลาเร่งด่วนที่รถเยอะ รถติด มีมอเตอร์ไซค์แทรกไปแทรกมาตลอดเวลาเท่านั้น

วันถัดมาเราเอาเจ้า Defender Trophy Edition ออกมาขับทางไกลกันบ้าง ก็พบว่ารถคันนี้มีช่วงล่างที่นุ่มนวลหนึบหนับ สมกับเป็นรถพรีเมี่ยม แม้ว่าตัวรถจะมีความสูงกว่ารถเก๋งทั่ว ๆ ไปตามสไตล์ออฟโรด แต่ก็ไม่ได้มีอาการโคลงเคลงอะไรมากมาย เมื่อตกหลุม หรือขับทับรอยต่อถนนก็ซับแรง ซับเสียงได้ดี ขับง่าย ขับสบาย ส่วนเรื่องของ ADAS ที่ทำงานไวนั้น เมื่อมาใช้กับการวิ่งทางไกลที่ประชากรรถไม่ได้หนาแน่นมากก็ถือเป็นข้อดี เพราะช่วยเตือนล่วงหน้าได้แบบแม่นยำ เมื่อกดคันเร่งแรงบิดอันมหาศาลก็ดึงตัวรถให้พุ่งไปข้างหน้าได้อย่างทันใจ ทำให้เร่งแซงได้มั่นใจปลอดภัย

ระหว่างการทดสอบ เราขับออกไปวิ่งบนทางดิน ทางขรุขระแบบเบา ๆ ก็พบว่ากำลังของรถเหลือเฟือสำหรับงานลุย แถมยังคงความนุ่มนวลเอาไว้ครบถ้วน ขับสบาย เมื่อเปิดกล้อง ก็ทำให้สามารถมองรอบคัน มองมุมล้อ หรือแม้แต่มองไปยังสภาพพื้นผิวใต้ท้องรถได้อย่างชัดเจน ซึ่งหากคุณเป็นสายออฟโรดแท้ ๆ รับประกันว่าต้องชอบฟังก์ชั่นนี้อย่างแน่นอน เพราะเพื่อนร่วมทางของคุณจะไม่ต้องลงไปลุยดินลุยโคลนเพื่อบอกไลน์ให้คนขับอีกต่อไป

ดังนั้นคงพอสรุปได้ว่า Defender 110 Trophy Edition เป็นรถที่คุณสามารถขับไปทำงานได้อย่างภูมิฐาน และเมื่อเสร็จงานก็สามารถสลัดเสื้อสูทกระโดดขึ้นรถขับพาคุณไปตั้งแคมป์บนยอดดอย หรือกลางป่าได้แบบสบาย ๆ

 

ความพิเศษของ Defender 110 Trophy Edition ไม่ได้จบลงที่สมรรถนะ แต่มันคือ “เอกลักษณ์” ที่มีเพียง 10 คันในไทยเท่านั้น ทุกครั้งที่คุณจับพวงมาลัย คุณกำลังสืบทอดมรดกของการผจญภัยที่มีอายุกว่าครึ่งศตวรรษ พร้อมกับการทำบุญร่วมกับมูลนิธิช้างแห่งประเทศไทยในทุกคันที่จำหน่ายออกไป โดยในขณะที่เราเอารถคันนี้ไปทดลองขับ ก็ได้ยินเสียงกระซิบว่าจาก 10 คันเหลือเพียง 2 คันเท่านั้น

Defender 110 Trophy Edition มีสนนราคา 7,799,000 บาท แต่สิ่งที่คุณได้กลับมาไม่ใช่แค่พาหนะธรรมดา แต่มันคือพาหนะที่สามารถพาคุณไปได้ทุกที่บนโลกใบนี้ ไม่ว่าที่นั่นจะมีถนนหรือไม่ก็ตาม

Visitors: 1,744,125