ทดสอบ กระบะพันธุ์ยักษ์ MG EXTENDER ทั้ง ออนโรด-ออฟโรด กว่า 600 กิโลเมตร บนเส้นทางเชียงใหม่-ลำปาง-กรุงเทพฯ

 

             สำหรับกระบะพันธุ์ยักษ์ เลือดผสมระหว่างเมืองผู้ดี กับแดนมังกรอย่าง MG Extender ที่เปิดตัวไปในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ในช่วงที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่อลังการนั้นก็ได้มีการเชิญสื่อไป “ลอง” แบบเบา ๆ บนแทรกสั้น ๆ กันไปบ้างแล้ว ซึ่งในครั้งนั้นเสียงตอบรับที่ได้กลับมาก็เป็นในเชิงบวก ด้วยเป็นรถที่ขับดี กำลังเยอะ คอนโทรลง่าย ออปชั่นจัดเต็ม แต่หลาย ๆ คนก็ยังคาใจกันอยู่ไม่น้อยว่าหากต้องใช้เดินทางไกล..จะเป็นอย่างไร

              ซึ่งทันทีที่ Autoindy ได้รับหมายเชิญให้ไปร่วมทดสอบเจ้ากระบะไซส์ใหญ่ของเอ็มจี บนเส้นทางเชียงใหม่ – ลำปาง – กรุงเทพฯ เราก็รีบตอบรับทันที เพราะคราวนี้ เราจะได้ควบขับเจ้ารถคันนี้กันแบบยาว ๆ ด้วยระยะทางกว่า 600 กิโลเมตรเลยทีเดียว แถมยังได้วิ่งกันทั้งบนทางออนโรด และออฟโรดกันจริง ๆ เสียด้วย

              ทริปทดสอบคราวนี้ เราต้องนั่งเครื่องบินไปยังสนามบินเชียงใหม่ นั่งรถต่อไปยังโชว์รูม MG เชียงใหม่ ที่ซึ่งรถทดสอบของเราจอดเรียงรายรอคณะผู้สื่อข่าวหลายสิบคนไปขับ

              แต่ก่อนที่เราจะไปขับกัน ผมขอเล่าถึงสเปกของเจ้า MG Extender กันอีกสักครั้ง...

              รูปโฉมภายนอกของ MG Extender ถูกดีไซน์ให้ดูบึกบึน เส้นสายดูเสริมให้รู้สึกถึงความแข็งแกร่ง แต่แฝงความหรูหราไว้ในตัว ในขณะเดียวกันก็ให้อารมณ์เหมือนรถกระบะสไตล์ยุโรป หรืออเมริกันอยู่เบาๆ ด้วยแนวบอดี้ที่ดูมีเหลี่ยมมีสัน ไม่เน้นความโฉบเฉียวมากนัก

              ภายในดูมีความหรูหราอยู่ไม่น้อยด้วยวัสดุแบบซอฟทัชในหลาย ๆ ตำแหน่ง พร้อมการวางตำแหน่งเบาะอันมีที่ว่างกว้างขวางเหลือเฟือ ชนิดที่คนตัวใหญ่ ๆ สูง ๆ ประมาณ 180 ซ.ม. นั่งเบาะหน้า และเบาะหลังพร้อม ๆ กันได้แบบขาไม่ติด ส่วนบริเวณ Headroom เหนือศีรษะก็สูงเหลือเฟือ นั่งสบาย พร้อมติดตั้งระบบสั่งการอัจฉริยะ i-SMART ที่แสดงผลผ่านหน้าจอขนาด 10 นิ้ว ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของรถ MG ทุกรุ่น ซึ่งภายในบรรจุฟังก์ชั่นต่าง ๆ ไว้มากมายเช่น ระบบสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย, ระบบนำทางเนวิเกเตอร์, ระบบฟังเพลงออนไลน์ True Music, สามารถดูข่าวสาร ดูการจราจรแบบเรียลไทม์ พร้อมยังสามารถแนะนำอาหารและที่พักระหว่างทางได้ด้วย

 

              ภายใต้ฝากระโปรงของ MG Extender บรรจุเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล แบบ 4 สูบเรียง ขนาด 2.0 ลิตรที่จับคู่มากับเทอร์โบชาร์จเจอร์ ที่สามารถปั่นกำลังได้สูงสุด 161 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที และสร้างแรงบิดสูงสุดได้ที่ 375 นิวตันเมตร ที่ 1,500 – 2,400 รอบต่อนาที โดยจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์ 6 สปีด ซึ่งหากมองจากสเปกคร่าว ๆ น่าจะถูกดีไซน์มาให้เป็นรถที่เน้นขับสบาย และความประหยัดเป็นหลัก

ซึ่งหลังจากรับบรีฟกันในโชว์รูมเรียบร้อย คณะทั้งหมดก็ออกตัวจากโชว์รูม โดยกลุ่มของเรา 3 คน ได้ขับรถรุ่น 4WD X 6AT มุ่งหน้าไปสู่เส้นทางออฟโรดบนเขา ซึ่งเราก็คว้ารถมาเป็นไม้แรก ขับทางเรียบเบา ๆ ตัดผ่านตัวเมืองไปสู่เส้นทางเลาะขึ้นดอย ผ่านดอยสุเทพ ไปสู่จุดแวะแรกที่ร้านกาแฟเล็ก ๆ บนดอยขุนช่างเคี่ยน ซึ่งเส้นทางช่วงนี้ก็ถือได้ว่าครบรถ เพราะมีทั้งวิ่งในเมือง ทางบนเขา ปิดท้ายด้วยออฟโรดแบบเบาะๆ ซึ่งเจ้า MG Extender ก็ตอบสนองมาได้อย่างครบถ้วน ทั้งอัตราเร่งที่เพียงพอเหลือเฟือกับเส้นทางบนเขา โดยเฉพาะในจังหวะเร่งแซงก็ทำได้ดีเกินคาด กับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ที่แบกบอดี้ขนาดใหญ่ น้ำหนักเยอะ ๆ อย่างที่เห็นภายนอก

              ในช่วงออฟโรด เจ้ากล้อง 360 องศา ก็ช่วยลดข้อด้อยของขนาดที่ใหญ่โตมโหฬารของบอดี้ที่หากบอกว่าเป็นรถกระบะที่ยาวที่สุดในตลาดกระบะไทยในตอนนี้ก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะเพียงแค่เปิดกล้อง ก็จะสามารถมองเห็นพื้นที่รอบรถ พร้อมอุปสรรค หลุมบ่อได้อย่างครบถ้วน ทำให้สามารถพารถเลี้ยวเลาะ ปีนป่าย หลบหลีกอุปสรรคต่าง ๆ ผ่านไปได้ตลอดทางแบบสบาย ๆ

              หลังจากผลัดเปลี่ยนมือขับกันไปตามจุดสลับคนขับบนทางออฟโรด รถคันของเราก็สามารถผ่านทางออฟโรดที่มีระยะทางหลายสิบกิโลออกมาได้แบบที่รถไร้ความบอบช้ำ

              เมื่อพ้นป่าออกมา เพียงแค่คล้อยหลังฝนก็เทกระหน่ำลงมาจนทำให้เรานึกเสียวอยู่ในใจว่าหากทั้งหมดเคลื่อนตัวช้ากว่านี้อีกนิด คงลำบากอยู่ไม่น้อย เพราะแม้สมรรถนะของรถจะเหลือเฟือในการลุย แต่ “ยาง” ติดรถเป็นยางธรรมดา ไม่ใช่ยางลุยที่สามารถสลัดโคลนได้ดีกว่า

              ในช่วงหลังจากออฟโรด เราก็กลับกันมาบนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์อีกครั้ง เพื่อมุ่งหน้าไปยังที่พักในคืนนี้คือโรงแรมเวียงลคอร จังหวัดลำปาง ในเส้นทางช่วงนี้คณะทั้งหมดก็วิ่งลุยฝนกันด้วยความเร็วสูง ซึ่งเจ้า MG Extender ก็โชว์ความสามารถในการยึดเกาะถนนมาได้เป็นอย่างดี พร้อมโชว์พละกำลังในการขึ้นเขาลงเขาได้อย่างเนียน ๆ จนถึงที่หมาย

              หลังจากพักผ่อนกันหนึ่งคืน การเดินทางในวันที่ 2 ก็เริ่มขึ้นแต่เช้า ล้อหมุนจากโรงแรมเวียงลคอร มุ่งหน้าไปทางจัวหวัดตาก และไล่ลงมาเรื่อย ๆ ผ่านนครสวรรค์ อยุธยา เข้าสู่ถนนกาญจนาภิเษก หรือถนนวงแหวน ไปตัดเข้าถนนอ่อนนุช และศรีนครินทร์จนมาจบทริปกันที่ศูนย์ฝึกอบรมของเอ็มจีในช่วงค่ำของวัน

              ตลอดการขับขี่ MG Extender เป็นรถที่สามารถใช้งานทั่วไปได้เป็นอย่างดี เป็นรถกระบะไซส์ใหญ่ที่แม้จะไม่ได้มีอัตราเร่งจี๊ดจ๊าดมากนัก แต่ก็ไม่ถือว่าอืด ในช่วงแรกที่ขยับตัวจากจุดหยุดนิ่ง อาจจะดูหนืด ๆ ไปนิด ซึ่งก็เป็นธรรมดาของรถบอดี้ใหญ่แต่เครื่องเล็ก แต่พอรถเคลื่อนตัวแล้วเหยียบคันเร่งต่อ กำลัง 161 แรงม้า กับแรงบิด 375 นิวตันเมตร ก็สามารถพารถพุ่งตัวไปได้อย่างปราดเปรียวอยู่ไม่น้อย เกียร์ชิฟได้รวดเร็วทันใจ ตอบสนองดีเมื่อผลักเกียร์เข้าสู่โหมดแมนนวล หรือใช้แพดเดิลชิฟ

              ในขณะเดียวกันช่วงล่าง Euro Tuning Suspension ก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ทำให้ MG Extender เป็นรถกระบะที่นุ่มนวล นั่งสบาย ซับแรงสั่นสะเทือนได้ค่อนข้างดี แต่จากการพูดคุยกับทีมงานเอ็มจี พบว่าในขณะที่ไม่ได้บรรทุกอาจจะต้องลดลมยางของล้อหลังลงจากสเปกลงพอสมควร ก็จะเพิ่มความนุ่มนวลให้มากยิ่งขึ้น

              พวงมาลัยไฮโดรลิกของ MG Extender เซ็ตเอาไว้ได้อย่างแม่นยำ ทำให้คอนโทรลรถได้ง่าย พวงมาลัยคมดี แต่อาจจะเบามือไปนิดสำหรับคนที่ชอบพวงมาลัยหนืด ๆ หน่อย แต่ก็ไม่ได้เบาจนรู้สึกไม่มั่นใจ

              ระบบเบรกที่ใส่ดิสก์เบรกมาให้ทั้ง 4 ล้อ ช่วยสร้างความมั่นใจในการเบรกได้ดีไม่น้อย

              พร้อมกันนี้ ในเจ้า MG Extender ตัวท็อป ก็บรรจุระบบตัวช่วยในการขับขี่มาไม่น้อย อาทิ Lane Departer Warning ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน, ระบบเตือนมุมอับสายตา, ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน, กล้องรอบคัน 360 องศา รวมทั้งระบบล็อคความเร็วอัตโนมัติครูสคอนโทรล ฯลฯ

              โดยรวมแล้ว MG Extender เป็นรถกระบะที่น่าสนใจอีกรุ่นหนึ่งในท้องตลาด เป็นรถที่มีความนุ่มนวล นั่งสบาย ห้องโดยสารกว้างขวาง สวยงาม พร้อมบรรจุเทคโนโลยี่ล้ำ ๆ แบบ i-SMART แม้ว่าสมรรถนะจะไม่ได้โดดเด่นนัก หากเทียบกับรถเครื่องใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่ เพราะจากสภาพเส้นทางการขับทดสอบที่มีทั้งออนโรด ออฟโรดอย่างที่เห็น ก็พิสูจย์แล้วว่า MG Extender สามารถพาคุณไปได้ทุกที่อย่างสบาย ๆ เลยทีเดียว

Visitors: 409,235