Test Drive - ทดสอบ The All New Mazda3 บนเส้นทาง ภูเก็ต - พังงา - สเม็ดนางชี -ภูเก็ต

        ล่าสุด Autoindy ได้เข้าร่วมการทดสอบรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดThe All NewMazda3 ที่เพิ่งเปิดตัวไปแบบสด ๆ ร้อน ๆ บนเส้นทางภูเก็ต-พังงา-เสม็ดนางชี-ภูเก็ตซึ่งหลังจากเดินทางลัดฟ้าจากกรุงเทพฯมาถึงจังหวัดภูเก็ตการเดินทางทดสอบรถก็เริ่มขึ้นจากโรงแรมเรเนอซองค์ภูเก็ตมุ่งหน้าสู่จังหวัดพังงา โดยระยะทางช่วงแรกเป็นเส้นทางซุปเปอร์ไฮเวย์ที่มุ่งหน้าออกจากตัวเมืองไปสู่จังหวัดพังงา สภาพเส้นทางสามารถใช้ความเร็วได้พอสมควร มีโค้งให้เล่นอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก ต่อไปในช่วงที่ 2 เป็นช่วงที่เริ่มวิ่งขึ้นเขา เส้นทางคดโค้งต่อเนื่องไปตลอดเส้นทาง ส่วนเส้นทางช่วงสุดท้ายแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกเป็นทางโค้ง ขึ้นเขา จนเมื่อถึงจุดชมวิวเสม็ดนางชี แล้ว ก็ย้อนกลับมามุ่งหน้าสู่ที่พักในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งช่วงหลังนี้เป็นเส้นทางซุปเปอร์ไฮเวย์อีกเช่นเคย

        สำหรับในส่วนของรูปโฉมภายนอก ภายในนั้น ก็ต้องบอกว่า The All New Mazda3 ปรับปรุงมาได้แบบลงตัว โดยเปลี่ยนแปลงคอนเซ็ปการออกแบบไปไม่น้อย ทำให้ตัวรถภายนอกดูมีความหรูหรามากกว่าเดิมแบบเห็นได้ชัด เส้นสายข้างตัวรถที่เคยช่วยเพิ่มความโฉบเฉี่ยวถูกตัดออกไป แล้วแทนที่ด้วยการใช้แนวโค้งมน และการเล่นแสงเงาบนตัวรถแทน ไฟหน้าถูกปรับปรุงให้ดูโฉบเฉี่ยว และเพิ่มสมรรถนะให้มากขึ้นด้วยระบบไฟหน้าอัตโนมัติที่ทั้งเปิดเองตามสภาพแสง ปรับสูง-ต่ำอัตโนมัติแยกซ้าย-ขวา ที่สามารถปรับได้เองตามสภาพแวดล้อม อันรวมไปถึงรถที่สวนทางมาด้วย

        ภายในรถนั้น ทางมาสด้าก็จัดเต็มมาด้วยความหรูหราแบบสุดขีด ไม่ว่าจะเป็นวัสดุบุหนังนุ่มบนคอนโซลหน้าที่ดีไซน์แบ่งไล่เป็นสเต็ป ๆ มีจอภาพขนาด 8.8 นิ้วอยู่ตรงกลาง โดยควบคุมสั่งงานฟังก์ชั่นต่าง ๆ ด้วยชุด Center Commander บนคอนโซลกลางในบริเวณจุดวางมือซ้ายของคนขับพอดี ทำให้สามารถสั่งการต่าง ๆ ได้ในขณะขับขี่โดยแทบไม่ต้องละสายตาจากถนน ขณะเดียวกันก็เปลี่ยนมาใช้ระบบการแสดงมาตรวัดความเร็วรถอยู่บนกระจกหน้าด้วยระบบ Windshield Active Driving Display



         จากการทดสอบในครั้งนี้บนสภาพเส้นทางที่หลากหลายดังที่กล่าวมาแล้ว พบว่า All New Mazda3 เป็นรถที่มีสมรรถนะที่ดีเกินคาดเพียงแต่หากใครที่คุ้นเคยกับรถรุ่นเก่าที่ช่วงล่างเซ็ตมาค่อนข้างกระด้างดูดิบ ๆ ออกแนวสปอร์ตอาจจะรู้สึกแปลกไปบ้าง ด้วยช่วงล่างรุ่นใหม่ ที่เปลี่ยนมาใช้ทอร์ชันบีมแต่สามารถปรับเซ็ตมาได้แบบลงตัวสุดๆ มีทั้งความนุ่มนวลไม่มีความกระด้างแต่แน่นหนึบ เกาะถนนแบบสุดๆ ประกอบกับพวงมาลัยที่แม่นยำคมกริบในทุกวงเลี้ยว ผสานด้วยระบบ GVC PLUS ที่ช่วยลดอาการโคลงตัวของรถให้น้อยลงยิ่งเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ขึ้นอีกมากมาย

       ระบบ GVC Plus หรือที่มีชื่อเต็ม ๆ ว่า G-Vectoring Control Plus นี้ จะทำหน้าที่ช่วยลด และเพิ่มแรงบิดของเครื่องยนต์ในจังหวะที่เหมาะสมในการเข้าโค้ง โดยอาศัยระบบเซ็นเซอร์การตรวจจับมุมพวงมาลัย การหมุนของล้อ และแรงเหวี่ยง หรือ แรงจี ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เข้าโค้ง โดยระบบเมื่อรถมีการหักพวงมาลัยเพื่อเข้าโค้ง ล้อของรถจะต้องหมุนในจำนวนรอบที่ไม่เท่ากัน ขณะเดียวกันตัวบอดี้ของรถจะมีการถ่ายเทน้ำหนักไปตามแรงเหวี่ยงของรถ ซึ่งเมื่อเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่ทั้งหมดตรวจจับได้ ก็จะส่งข้อมูลต่อไปยังกล่อง ECU เพื่อคำนวณค่าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และสั่งให้ระบบทำหน้าที่ลดแรงบิดของรถลงเล็กน้อยให้เหมาะสมกับสภาพของโค้ง ทำให้น้ำหนักของรถถ่ายไปยังล้อหน้าในช่วงที่รถกำลังเข้าโค้งทำให้ล้อหน้ามีการยึดกาะกับโค้งดีขึ้น หลังจากนั้นจะปรับแรงบิดขึ้นมาสู่สภาวะปกติ เพื่อควบคุมการถ่ายน้ำหนักของรถให้กลับมาสู่สภาพปกติสมดุลย์กันทั้ง 4 ล้อ ทำให้แรงเหวี่ยงน้อยลง จนไม่จำเป็นต้องมีการปรับแก้พวงมาลัย

       จริง ๆ แล้ว ระบบ GVC หรือระบบ G-Vectoring Control ได้ถูกติดตั้งกับรถของมาสด้ามาระยะหนึ่งแล้ว โดยในตัว Mazda3 โฉมก่อนหน้าก็มีการติดตั้งอยู่ แต่ในรุ่นใหม่ ที่มีการเพิ่มคำว่า Plus ลงไปด้วย จนกลายเป็นระบบ G-Vectoring Control Plus นั้น ซึ่งใน 2 ขั้นตอนแรกที่กล่าวไปแล้ว นี้คือสิ่งที่ระบบ G-Vectoring Control ทำงาน แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นในเวอร์ชั่นใหม่ก็คือ ในจังหวะที่รถกำลังจะออกจากโค้ง  ด้วยการคำนวณจากมุมของพวงมาลัย และสั่งให้มีการเบรกเบา ๆ ที่ล้อหน้าฝั่งนอกโค้ง เพื่อดึงให้รถสามารถกลับเข้าสู่ทางตรงได้เร็วขึ้น พร้อมกันนั้นก็มีการเพิ่มแรงบิดขึ้นเล็กน้อยช่วยเพิ่มกำลังให้รถพุ่งตัวออกจากโค้งได้ดีขึ้นด้วย

        ซึ่งในการสังเกตขณะขับขี่จะพบว่าโดยรวมแล้ว All New Mazda3 สามารถ “เกาะโค้ง” ดีขึ้น รวมทั้งอาการโคลงเคลงตัวของคนขับ หรือคนนั่งที่เกิดจากแรงเหวี่ยงซึ่งมักจะเห็นได้ชัดในการนั่งต่อเนื่องบนทางที่มีโค้งเยอะ ๆ เช่นบนเขา อันก่อให้เกิดอาการเวียนหัว คลื่นไส้ก็น้อยลงไปมาก ๆ

 

         ย้อนกลับมาที่เรื่องของช่วงล่าง จากการขับขี่ได้บอกไปแล้วในตอนต้นว่าฟิลลิ่งในการขับนั้นมีความนุ่มนวลมากกว่าเดิม แต่ไม่ได้นุ่มจนย้วย หากเปรียบเทียบก็คงต้องบอกว่าคล้ายกับการขับขี่รถยุโรปหรู ๆ เลยทีเดียว ในขณะที่การซับแรงที่ส่งผ่านมาจากพื้นถนนทำได้ดีมาก ๆ โดยเฉพาะในตอนหลัง แม้จะเปลี่ยนระบบช่วงล่างจากเดิมที่ใช้เป็นแบบ Macpherson Strut มาหลายเวอร์ชั่น มาเป็น Torsion Beam ซึ่งดูจะเป็นเทคโนโลยีที่ดูจะถอยหลัง จนหลาย ๆ คนอดที่จะถามถึงเหตุผลดังกล่าวไม่ได้ก็ตาม ซึ่งจากการพูดคุยกับวิศวะกรของทางมาสด้า ได้ความว่าก่อนที่จะเลือกเปลี่ยนมาใช้ Torsion Beam นี้ ได้มีการทดสอบระบบช่วงล่างอย่างหนักหน่วย ด้วยระบบช่วงล่างต่าง ๆ ก่อนจะพบว่าเจ้า “Torsion Beam” เป็นระบบช่วงล่างที่สามารถปรับเซ็ตให้ได้ค่าในอุดมคติตามที่ตั้งเป้าเอาไว้มากที่สุด จึงได้เลือกใช้ระบบนี้กับ All New Mazda3 ซึ่งจากการทดลองขับ ทดลองนั่งไปเกือบทุกตำแหน่งที่นั่ง ก็คิดว่าวิศวกร “คิดไม่ผิด” จริง ๆ กับการเลือกครั้งนี้

          อีกสิ่งที่ดูจะเปลี่ยนไปแบบรู้สึกได้ก็คือเครื่องยนต์ แม้ว่าจะใช้เครื่องยนต์เดิม คือเครื่องยนต์ Skyactiv-G 2.0 แถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาด 2.0 ลิตร ที่ให้แรงม้า 165 ตัวที่รอบเครื่องยนต์ 6,000 รอบต่อนาที และให้แรงบิดที่ 213 นิวตัน/เมตรที่รอบเครื่องยนต์ 4,000 รอบต่อนาที ที่จับคู่มากับเกียร์ Skyactiv-Drive 6 สปีด แต่ก็มีการปรับปรุง เซ็ตอัพใหม่อยู่พอสมควร อาทิ การเปลี่ยนรูปทรงของลูกสูบ, การเปลี่ยนระยะห่างของแหวนลูกสูบ, การเปลี่ยนระบบหล่อเย็น รวมไปถึงการเปลี่ยนหัวฉีดให้ดียิ่งขึ้น

        ซึ่งแม้จะดูจากค่าตัวเลขในสเปกที่ได้ อาจจะรู้สึกว่าแทบไม่แตกต่าง แต่เมื่อลองขับก็จะพบว่าอัตราเร่งของ All New Mazda3 เจนฯล่าสุดนี้ เป็นไปแบบ “เนียน” กล่าวคือเมื่อเหยียบคันเร่งลงไป ก็จะพบกับการตอบสนองแบบทันทีทันใดและทันใจ แต่ไม่ได้แสดงตัวออกมาแบบกระโชกโฮกฮาก ประกอบกับระบบเกียร์ที่เซ็ตมาให้เปลี่ยนแบบนุ่มนวล ยิ่งทำให้ขับสบายยิ่งขึ้น เรียกว่ากดเพลิน ๆ ความเร็วของรถก็ขยับไปที่ความเร็ว 150-160 กม./ชม.แบบไม่รู้ตัว แต่สำหรับขาซิ่งที่ชอบอาการ “ดึง” ให้หลังติดเบาะในขณะที่ขยี้คันเร่ง ก็อาจจะไม่ค่อยได้อรรถรสสักเท่าไหร่ แต่ไม่ใช่ว่ารถไม่แรงนะครับ เพียงแต่วิศวกรเค้าพยายามปรับให้รถมีความ “เฟรนด์ลี่” กับคนขับมากขึ้น ขับง่ายขึ้น เพราะผู้ใช้รถส่วนใหญ่มักจะชอบรถที่ขับได้นิ่มนวลมากกว่านั่นเองครับ

        นอกจากนี้ระบบความปลอดภัยไฮเทคก็ถูกบรรจุมาแบบครบถ้วน ด้วยการตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบคันรถด้วยเรด้าร์, กล้อง และเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ทำให้ All New Mazda3 สามารถ “เห็น” สิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ได้อย่างครบถ้วน และสามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า ทำให้สามารถช่วยเหลือการขับขี่ให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมไม่ให้รถออกนอกเลน LAS – Lane Keep Assist System, ระบบการเตือนออกนอกเลน LDWS – Lane Departure Warning System, ระบบเตือนรถในมุมอับสายตา ABSM – Advance Blind Spot Monitoring, ระบบเตือนเมื่อมีรถเข้ามาในจุดอับขณะถอยหลัง RCTA-Rear Cross Traffic Alert, ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถเข้ามาในจุดอับขณะถอยหลัง RBS-RC – Rear Brake Support – Reverse Crossing, ระบบช่วยหยุดรถขณะถอยหลัง RBS-R – Smart Brake Support – Reverse, ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ MRCC – Mazda Radar Cruise Control, ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ Advance SBS – Advance Smart Brake Support, ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ – ALH – Adaptive LED Headlamp ปิดท้ายด้วยระบบใหม่ล่าสุด คือระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า หรือระบบ CTS – Cruising & Traffic Support ซึ่งจะช่วยเสริมการขับขี่ด้วยการคอนโทรลความเร็วและทิศทางของพวงมาลัยตามรถคันหน้าในช่วงความเร็วระหว่าง 30-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

          กล่าวชมกันมาตลอดเนื้อหา เดี๋ยวจะหาว่าอวยกันเกินไป เมื่อมีข้อดีแล้วก็ต้องมีข้อเสียครับ ซึ่งสำหรับข้อเสียนั้น ก็มีนิดหน่อย เรียกได้ว่าเป็นข้อเสียเล็ก ๆ เท่านั้น เริ่มต้นจากจุดแรกที่พบคือเมื่อเปลี่ยนมานั่งในตำแหน่งผู้โดยสารเบาะหลังนั้น ผมก็พบว่าด้วยขนาดตัวที่ค่อนข้างใหญ่กับความสูงระดับ 182 ซม.นั้น ต้องก้มหัวลงพอสมควรในขณะที่มุดเข้าสู่เบาะหลังไม่อย่างนั้นหัวโขกขอบประตูแน่นอน และเมื่อเข้าไปนั่งประจำที่บนเบาะ ก็พบว่าระดับสายตาอยู่ในระดับเดียวกับขอบประตูด้านบน ทำให้ต้องนั่งเอนตัวลงพอสมควร ไม่อย่างนั้นก็จะดูอึดอัดไปนิด แม้ตัวเบาะจะนั่งสบายมากๆ ก็ตาม

          อีกจุดก็คือ Mazda3 รุ่นใหม่นี้ ไม่มีช่องเสียบ USB สำหรับเบาะหลังมาให้ จริงอยู่ว่าแม้จะสามารถโยงสายจากช่องเก็บของด้านหน้ามาได้ แต่ถ้ามีเพิ่มอีกนิดก็น่าจะสะดวกมากขึ้นสำหรับยุค 5G ที่มนุษย์แทบทุกคนพกพาสมาร์ทโฟนติดตัวอย่างน้อยคนละหนึ่งเครื่อง

          อีกเรื่องก็คือระบบไฮเทคที่ติดตั้งเอาไว้ เช่น ระบบ Mazda Radars Cruies Control และระบบการช่วยควบคุมพวงมาลัยในการขับขี่ น่าจะสามารถทำงานได้ในช่วงความเร็วที่ต่ำกว่า 30 กม./ชม. ซึ่งในเรื่องนี้จากการสอบถามวิศวกร ก็ได้ความว่าจากการศึกษาพฤติกรรมการขับรถในประเทศไทย ซึ่งมีการขับปาด ขับแทรกกันค่อนข้างเยอะแล้ว วิศวกรจากมาสด้าจึงยังรู้สึกว่ายังไม่ค่อยเหมาะนักถ้าจะให้ระบบทั้งหมดทำงานในความเร็วที่ต่ำมาก ๆ

           สรุปโดยรวมแล้ว All New Mazda3 รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ เป็นรถยนต์ที่น่าใช้มาก ๆ รุ่นหนึ่ง ที่เพื่อนผู้สื่อข่าวที่ร่วมทริปทุกคนกล่าวชมกันไม่ขาดปาก โดยเฉพาะในส่วนของ Performance นั้น ไม่มีที่ติเลยทีเดียว หากไม่ได้เป็นสายซิ่งที่ต้องการความแรงจัดจ้านกันตลอดเวลา ส่วนข้อเสียก็เป็นข้อเสียเล็ก ๆ แค่จุด สองจุด ที่อาจจะมีเกิดขึ้นสำหรับมนุษย์ตัวใหญ่ ๆ แบบผมเท่านั้น ดังนั้นใครที่สนใจไปลองขับดูครับ ว่าจริงอย่างที่ผมเขียนรีวิวไว้รึเปล่า แต่ผมเชื่อว่าถ้าได้ลองขับ..คุณจะชอบรถรุ่นนี้เหมือนผมแน่นอนครับ

 

 

เรื่อง / สุภรณ์ ถาวรนิธิ

 

 

Visitors: 402,850